การขยายพันธ์ผัก   Leave a comment

การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด โดย นายสนั่น ขำเลิศ
การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด โดยปกติมักจะทำไปพร้อมๆ กับการปลูกพืชไปในตัว หรือพูดว่าการปลูกพืชโดยใช้เมล็ด  ก็คือการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนั่นเอง  เช่นการปลูกข้าว ซึ่งเมล็ดข้าว  ๑ เมล็ด  เจริญเป็นต้นข้าวได้ ๑ ต้น และต้นข้าวที่ได้เมื่อโตขึ้นก็จะแตกกอเป็นหลายต้น แต่ละต้นก็จะออกรวงเกิดเป็นเมล็ดข้าวได้หลายเมล็ด  ซึ่งเมื่อนำเมล็ดข้าวเหล่านี้ไปปลูกก็จะเจริญเป็นต้นข้าว\ได้หลายต้น ในทำนองเดียวกัน การปลูกข้าวโพดการปลูกข้าว  ข้าวโพด  ถั่วต่างๆ  ฝ้าย  ละหุ่ง ฯลฯ  ก็เป็นไปแบบเดียวกันกับการปลูกข้าว จึงเห็นได้ว่าการปลูกพืชจากเมล็ดก็คือการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนั่นเอง
ในการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนี้ ได้นำไปใช้ในงานด้านการเกษตรหลายด้านด้วยกัน ซึ่งเราพอจะแบ่งออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
๑. ใช้ในด้านการปลูกพืชและธัญพืช  เช่น การปลูกข้าว  ข้าวโพด  ถั่วต่างๆ  ละหุ่ง  ฝ้าย งา  ป่าน  ปอ  เป็นต้น  เนื่องจากการปลูกพืชไร่และธัญพืชต้องทำในเนื้อที่มากๆ  และต้องใช้ต้น พืชมาก  ฉะนั้นการขยายพันธุ์ที่สะดวกก็คือ ขยายจากเมล็ด  การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ  ซึ่งการปลูกพืชประเภทนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชอายุสั้น ๓-๔ เดือนเป็นส่วนใหญ่
๒. ใช้ในด้านการปลูกสวนป่า  การปลูกสร้างสวนป่า  ต้องปลูกเป็นจำนวนมาก และต้องการต้นพืชที่มีรากแก้ว เพราะมีความแข็งแรงกว่าขยายได้มากและรวดเร็ว  อีกทั้งสะดวกที่จะถอนย้ายไปปลูกในที่อื่น ดังเช่นการปลูกสร้างสวนสักที่สถานีวนกรรมของกรมป่าไม้ทำอยู่ในขณะนี้ โดยที่เมล็ดของพืชสวนป่ามักจะเก็บมาจากต้นที่เจริญอยู่ในกลุ่มตามธรรมชาติ  ในท้องที่ที่ได้คัดเลือกไว้แล้วฉะนั้นโอกาสการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น ถือได้ว่ามีน้อยมาก และมักจะไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ  เพราะในการปลูกสร้างสวนป่านั้น จะปลูกต้นพืชให้ชิดกัน เพื่อให้ทรงต้นตรงและชะลูด ต้นพืชจะแข่งกันเจริญไปในตัว  ต้นใดที่มีความแข็งแรงน้อยกว่าก็จะถูกเบียดบังจากต้นที่โตกว่าจนไม่เจริญ หรือตายไปในที่สุดส่วนต้นที่แข็งแรงก็จะเจริญเติบโตต่อไป ฉะนั้นจึงเป็นการคัดเลือกต้นพืชไปในตัวด้วย
๓. ใช้ในด้านการขยายพันธุ์พืช  โดยวิธีติดตาต่อกิ่ง  โดยเฉพาะการขยายพันธุ์ไม้ยืนต้น ซึ่งต้องการต้นตอที่มีระบบรากที่หยั่งลึก ซึ่งสามารถจะทนลมพายุและทนแล้งได้ดีกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น เช่น การตอนกิ่ง หรือการตัดชำกิ่ง เป็นต้นฉะนั้นต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์จากเมล็ดจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นต้นตอสำหรับนำไปติดตาและต่อกิ่งแต่เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  ต้นพืชที่ได้อาจกลายพันธุ์ได้  จึงต้องคัดต้นที่มีลักษณะไม่ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการออก เพื่อให้ได้ต้นตอที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์มากที่สุดไว้ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป
๔. ใช้ในด้านการปลูกผักและไม้ดอกล้มลุก โดยปกติพืชอายุสั้นจำเป็นต้องใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่เจริญได้เร็ว  และก็มีราคาถูกด้วย ในกรณีเช่นนี้การใช้เมล็ดปลูกหรือขยายพันธุ์จึงเป็นการลงทุนที่ต่ำ ที่สุด   และทำได้สะดวกรวดเร็ว  ดังนั้นการใช้เมล็ดขยายพันธุ์ หรือปลูกพืชเหล่านี้จึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำได้  เช่น การปลูกผักบุ้ง  คะน้า  มะเขือเทศแอสเทอร์ และบานชื่น เป็นต้น
๕. ในงานด้านการผสมพันธุ์พืช เนื่องจากความต้องการในเรื่องอาหารและของใช้ที่เป็นปัจจัยในการครองชีพของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ฉะนั้นพันธุ์พืชที่จะนำมากินมาใช้ก็ต้องมีการปรับปรุงตามไปด้วย  การปรับปรุงพันธุ์พืชที่นำมากินมาใช้ให้เหมาะกับความต้องการนี้ก็ต้องอาศัยการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการเพาะเมล็ด  โดยการผสมพันธุ์ต้นพืชที่มีลักษณะตามความต้องการแล้วเอาเมล็ดมาเพาะ  จากนั้นจึงคัดเลือกต้นพืชที่มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการไว้ใช้ในการปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อๆ ไป

          วิธีการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด ในการขยายพันธุ์พืชหรือปลูกพืชโดยใช้เมล็ดโดยทั่วไปมักจัดทำกันอยู่ ๓ แบบ คือ
๑. เพาะเมล็ดในแปลงเพาะ หรือในภาชนะเพาะ
๒. เพาะหรือปลูกเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรง
๓. เพาะหรือปลูกเมล็ดในภาชนะเดี่ยว

แปลงผักกาดที่ปลูกโดยการใช้เมล็ด

การขยายพันธุ์ของมะพร้าวโดยใช้ผลหรือเมล็ดเพาะ

[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]

หัวข้อ

ข้อดีและข้อเสียของการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
          ข้อดี
          ๑. ทำได้ง่ายและได้ปริมาณมาก  เพราะสะดวกในการปฏิบัติ
          ๒. เสียค่าใช้จ่ายน้อยเพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ตลอดจนฝีมือในการปฏิบัติมากนัก
          ๓. สะดวกในการขนส่งระยะทางไกลๆ เพราะทนทานและตายยาก  ประกอบกับมีขนาดเล็กจึงสะดวกที่จะบรรจุหีบห่อหรือหยิบยก
          ๔. เก็บรักษาได้นาน  เพราะไม่ต้องการสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตมาก เพียงแต่เก็บให้ถูกต้องเท่านั้น
          ๕. ได้ต้นพืชที่มีระบบรากดี  เพราะมีรากแก้ว  ดังนั้นจึงมีรากหยั่งลึก และการที่ต้นพืชมีรากลึกนี้ ย่อมมีผลทำให้
                    ก. ทนแล้งได้ดี  เพราะสามารถดูดน้ำจากดินในระดับลึกๆ ได้
                    ข. หากินเก่ง เพราะอาจหาธาตุอาหารต่างๆ จากดินทั้งตามผิวหน้าดินและส่วนลึกได้อย่างครบถ้วน โอกาสที่จะขาดธาตุอาหารจึงมีน้อย
                    ค. ต้นพืชเจริญเติบโตดี เพราะมีอาหารพืชสมบูรณ์
                    ง. อายุยืน  ซึ่งเป็นผลมาจากมีอาหารสมบูรณ์  ฉะนั้นจึงทนทานต่อแมลงได้ดี  ต้นไม่ทรุดโทรมเร็ว และมีอายุการให้ผลยืนนาน
          ๖. ต้นพืชที่ได้ไม่ติดโรคไวรัส (virus) จากต้นแม่ โดยที่เชื้อไวรัสไม่อาจจะถ่ายทอดจากต้นแม่มายังลูก  โดยอาศัยเมล็ดเป็นพาหะได้ ดังนั้นต้นลูกที่ได้จากการเพาะเมล็ดจากต้นที่เป็นโรคไวรัสจึงไม่ติดโรคนี้  แต่ก็อาจติดโรคนี้ได้ภายหลังที่งอกเป็นต้นพืชแล้ว

          ข้อเสีย
          ๑. กลายพันธุ์ได้ง่าย  เพราะต้นที่ได้เกิดจากการผสมพันธุ์  เว้นแต่เมล็ดพืชบางชนิดที่งอกได้หลายต้นใน ๑ เมล็ด ซึ่งอาจจะมีต้นที่ไม่กลายพันธุ์ได้
          ๒. ลำต้นสูงใหญ่  ไม่สะดวกในการเก็บเกี่ยวและดูแลรักษา
          ๓. ต้นมีโอกาสรับแรงปะทะลมได้มาก  ทำให้ดอกและผลร่วงหล่นเสียหายมาก
          ๔. มักให้ผลช้า  ต้องใช้เวลาในการเลี้ยงดูนาน กว่าจะให้ผลตอบแทน
          ๕. ปลูกได้น้อยต้นในเนื้อที่เท่ากัน   ฉะนั้นจึงอาจให้ผลน้อยกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นที่ให้ต้นพืชพุ่มเล็กกว่า

Posted กุมภาพันธ์ 23, 2012 by n20024 in Uncategorized

การปลูกผักไร้ดิน   Leave a comment

จริง ๆ แล้วการปลูกผักแบบไฮโดรโพนิกส์ (hydropoincs) หรือการปลูกพืชในน้ำ หนือน้ำยาเป็นลักษณะหนึ่งของการปลูกพืชแบบไร้ดิน (Soilless Culture) แต่ที่ไร่วโนทยาน เรียกการปลูกผักทั้ง 2 ลักษณะแยกกัน เป็น 2 ประเภท คือ ถ้าปลูกในน้ำยาเรียก ไฮโดรโพนิคส์ และเรียกการปลูกผักในวัสดุปลูกอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ดินว่า “ซอยเลส” (Soilless)

ดร. นภดล เรียบเลิศหิรัญ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนไว้ในหนังสือเรียน “การปลูกพืชไร้ดิน” เมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการปลูกแบบไร้ดินว่าเริ่มครั้งแรกที่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2479 ผู้เริ่มคือ ดร. เกอริก ได้ทดสอบการปลูกมะเขือเทศในน้ำยาผสมธาตุอาหาร ตามสูตรที่เขาดัดแปลงขึ้นและประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้นมะเขือเทศเจริญเติบโตดีมาก จนกระทั่งออกดอก และติดผลที่มีขนาดรับประทานได้ผลงานของดร.เกอริก ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง
ดร. เกอริก เรียกการปลูกพืชในลักษณะนี้ว่า “hydropoincs” ซึ่งเป็นคำภาษากรีกมาจากคำว่า “hydro” ซึ่งแปลว่า “น้ำ” และ “ponics” แปลว่า “การทำงาน” รวมกันเป็น “hydroponics” แปลว่า “การทำงานของน้ำ”

แต่ในเว็บไซต์ของ biocontrols.com บอกว่า ผู้ที่พัฒนาระบบการปลูกพืชแบบ hydroponics รายแรกคือ Dr.Hoagland และ D.L Amon แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกัน แต่ดำเนินการเมื่อปี 1938 หรือ ปี 2481 ถ้าดูระยะเวลาก็ต้องบอกว่ามาทีหลัง ดร. เกอริก ใครจะเป็นรายแรก รายหลังก็ไม่เป็นไร เพราะทั้งคู่อยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มาดูประเทศไทยดีกว่า ดร. นภด เรียบเลิศหิรัญ กล่าวไว้ในหนังสือ “การปลูกพืชไร้ดิน” ของท่านว่า สำหรับประเทศไทย การปลูกพืชแบบไร้ดิน เริ่มมาจากการทดลองของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เสียมากกว่า มีผู้ริเริ่มปลูกเป็นการค้าจริงๆ ที่ตำบลนาดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยชาวไต้หวันเป็นผู้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาแนะนำ โดยเริ่มด้วยการเน้นปลูกผักที่ราคาแพง ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจัดเป็นผักอนามัยปลอดภัยจากสารพิษที่แท้ จริงและเจ้าของสวนให้ชื่อว่า “ผักลอยฟ้า” หลังจากนั้นเทคโนโลยีนี้จึงได้ขยายผลไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ๆ แต่ก็นับว่าได้ใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าเทคโนโลยีจะแพร่หลาย

คุณสุภาพร รัตนะรัต นักวิทยาศาสตร์ กองเกษตรเคมี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร) กรมวิชาการเกษตร เขียนไว้ในหนังสือ “หลักและวิธีการผลิตผักอนามัย” ของกรมวิชาการเกษตร เมื่อปี พ.ศ. 2544 เรื่อง “การปลูกพืชไร้ดิน : การปลูกผักอนามัยในสารละลายธาตุอาหาร” ว่า การปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน หรือ Soilless culture เป็นการปลูกผักโดยให้รากอยู่ในวัสดุปลูกที่ไม่ใช่ดิน ได้แก่ การปลูกให้รากแช่อยู่ในน้ำ (water culture หรือ hydroponics) ปลูกให้รากอยู่ในอากาศ (aeroponics) และปลูกให้รากอยู่ในวัสดุปลูกอื่น ๆ (substrate culture) ได้แก่ วัสดุอินทรีย์ เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ ขี้เลื่อย วัสดุผสมต่าง ๆ และวัสดุอนินทรีย์ เช่น ทราย กรวด ฟองน้ำ ใยหิน (rock wool) เพอไลท์ (perlite) และเวอร์มิคูไลท์ (vermiculite) เป็นต้น ซึ่งการปลูกในวัสดุปลูกที่ไม่ใช่ดินเหล่านี้ ต้องให้สารละลายธาตุอาหารแก่พืชอย่างพอเหมาะและต่อเนื่อง จึงจะทำให้พืชเจริญเติบโต การปลูกผักในลักษณะนี้ ถือเป็นการปลูกพืชแบบไร้ดิน (Soilless culture) อีกวิธีหนึ่ง

 

 

ดร. นภดล เรียบเลิศหิรัญ บอกว่าประโยชน์ของการปลูกพืชแบบไร้ดิน มีหลายประการ คือ

- ใช้ทดแทนการปลูกพืชในดินที่มีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินกรวด และดินด่าง
          – ประหยัดพื้นทีที่จะใช้ปลูก เพราะระบบไร้ดินปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าปลูกในดิน
– ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปลูก และบำรุงรักษาพืช เพราะธาตุอาหารและน้ำอยู่ในระบบที่หมุนเวียนได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัด วัชพืช
– อายุการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าการปลูกในดิน
– สามารถควบคุมโรคและแมลงได้สะดวกกว่าการปลูกในดิน เนื่องจากใช้พื้นที่ปลูกขนาดเล็กกว่า
– ใช้ปลูกบำรุงรักษาพืชให้อยู่รอดมากขึ้น โดยเฉพาะพืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
– เหมาะสำหรับการปลูกพืชในเมืองใหญ่ หรือเมืองอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่ดินสำหรับปลูกพืชน้อย หรือบนตึกสูง เช่น คอมโดมีเนียม โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น
– ใช้ปลูกพืชในยานอวกาศได้ ปัญหาของการปลูกพืชแบบไร้ดินก็มีอยู่บ้างเช่นกันคือ ต้องลงทุนสูงกว่าการปลูกพืชในดินทั่ว ๆ ไป ผู้ปลูกต้องทราบ เทคนิค หรือเทคโนโลยีพอสมควร ที่สำคัญคือถ้าจะปลูกเป็นการค้า ต้องเลือกปลูกพืชที่มีราคาและมีตลาดรองรับ จึงจะประสบความสำเร็จ

 

ไร้ดินแบบไฮโดรโพนิคส์
          ดังที่กล่าวแล้วว่า การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว โดยชาวไต้หวัน นำเข้ามาแนะนำให้ผู้ประกอบการคนไทยทำเป็นการค้าที่เรียกว่า “ผักลอยฟ้า”

ไฮโดรโพนิคส์ เข้ามามีบทบาทเพื่อแก้ปัญหาของการปลูกพืชในดิน ซึ่งมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช รวมทั้งเชื้อโรคพืชที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรผู้ปลูก นอกจากนี้การปลูกพืชในดินยังต้องใช้น้ำมาก ถ้าปราศจากแหล่งน้ำก็ก่อให้เกิดปัญหาในการเพาะปลูกอีกการปลูกพืชในดินต้องมี การเตรียมดิน ปรับสภาพดิน และต้องใช้ปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ตามอายุพืช “ไฮโดรโพนิคส์” จึงเป็นระบบการปลูกพืชที่เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไฮโดรโพนิคส์ก็เหมาะสมสำหรับพืชบางชนิดเท่านั้น ไฮโดรโพนิคส์ เป็นการปลูกพืชไร้ดิน ในรูปแบบของการปลูกพืชให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำ หรือสารละลายธาตุอาหารพืช ซึ่งคุณสุภาพร รัตนะรัต บอกว่า การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารพืชมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน วิธีที่ง่ายและสะดวก เป็นที่นิยมกันมี 2 วิธี คือ

- การปลูกพืชในสารละลายแบบไม่ไหลเวียน เป็นการปลูกแบบให้รากแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารที่มีเครื่องพ่นอากาศ เป่าอากาศลงในสารละลายนั้น การปลูกในระบบนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายมาก เหมาะสำหรับปลูกในครัวเรือน เป็นงานอดิเรก หรือเป็นงานทดลองภาชนะที่ปลูกอาจจะเป็นภาชนะเดี่ยวหรือเป็นกระบะรวม การปลูกในภาชนะเดี่ยวมีข้อดี คือ ไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียหายทั้งหมด ในกรณีที่มีโรคติดมากับรากพืชที่ปลูก ความเสียหายจะเกิดเฉพาะต้นที่เป็นโรคเท่านั้นและการเคลื่อนย้ายภาชนะปลูก สามารถทำได้ง่าย แต่มีข้อเสียคือ อาจต้องสิ้นเปลืองแรงงานมากกว่า
- การปลูกในสารละลายแบบไหลเวียน (Nutrient Flow Tecnnique หรือ NFT) เป็นวิธีให้รากแช่อยู่ในสารละลายที่ไหลเวียนภายในภาชนะปลูกรวม โดยใช้ปั๊มทำการผลักดันให้สารละลายเกิดการไหลเวียน มี 2 แบบ คือ แบบสารละลายไหลผ่านรากพืชเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ ตามความลาดชันของรางปลูก (Nutrient Flow Tecnnique) และระบบสารละลายไหลผ่านรากพืชอย่างต่อเนื่อง (Natrient Flow Tecnnique) การปลูกในระบบนี้ สารละลายธาตุอาหารที่ไหลผ่านรากพืชจะไหลลงสู่ถังภาชนะบรรจุ แล้วถูกสูบด้วยปั้มน้ำขึ้นมาให้พืชได้ใช้ใหม่ โดยวิธีนี้จะสามารถใช้ประโยชน์จากสารละลายธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำสารละลายธาตุอาหารกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นวิธีที่ประหยัด และไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จากสารละลายเหลือใช้ แต่ข้อเสียของระบบนี้คือ ถ้าเกิดโรคที่ติดมากับรากพืช จะทำให้แพร่กระจายได้มากและรวดเร็ว จากการที่รากแช้อยู่ในสารละลายเดียวกัน ซึ่งยากที่จะกำจัด หรือรักษาให้หายได้ การแพร่ระบาดของโรคอย่างรุนแรงทำความเสียหายแก่พืชที่ปลูกไว้ทั้งหมด

การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์ โดยเฉพาะพืชผักจะต้องปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ภาชนะปลูกส่วนใหญ่จะเป็นกระบะ สำหรับใส่น้ำสารละลายธาตุอาหารพืช มีแผ่นโฟมปิดบนกระบะแผ่นโฟมจะเจาะเป็นช่อง ๆ สำหรับวางต้นกล้าให้รากลงไปแช่ในสารละลาย ปัจจุบันมีการพัฒนาภาชนะปลูกให้ทันสมัยขึ้น ประหยัดเนื้อที่และประหยัดน้ำมากขึ้น โดยการทำเป็นรางน้ำแทนกระบะนอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องปั๊มอากาศ สำหรับปั๊มอากาศเข้าไปในภสชนะปลูกพืชให้ออกซิเจนแก่รากพืช เพื่อพืชใช้ในการดูดซึมอาหาร

สำหรับธาตุอาหารที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต มี 16 ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี คลอรีน และโบรอน นอกจากนี้อาจจะมีธาตุอาหารอื่นๆ บ้าง เช่น อะลูเนียม แกลเลียม ซิลิกอน ไอโดดีน ซีลีเนียม และโซเดียม แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ธาตุอาหารที่พืชต้องการมากคือ คาร์บอน
และออกซิเจน ทั้ง 2 ชนิดรวมกันประมาณ 90% ของธาตุอาหารพืชทั้งหมด ที่เหลือเป็นไฮโดรเจน ไนโตรเจน และอื่น ๆ คุณสุภาพร รัตนะรัต กล่าวถึงข้อดี และข้อจำกัดของการปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์ โดยเฉพาะพืชผักไว้ดังนี้

ข้อดี คือ

* ให้ผลผลิตที่สะอาด ถูกอนามัย ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากปลูกในโรงเรือนที่มีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิดจึงไม่จำเป็นต้องใช้สาร เคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
          * พืชเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วกว่าการปลูกในดิน เนื่องจากพืชได้รับธาตุอาหารต่างๆ ครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะและตลอดเวลาที่พืชต้องการ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและรสชาติดี
* พืชที่ปลูกอยู่รอดมากขึ้น และให้ผลผลิตสูง เพราะสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ให้แก่พืชได้ดีกว่าปลูกในดิน ลดความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศไม่แน่นอน เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง
* ใช้พื้นที่น้อย เพราะปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าปลูกในดิน และปลูกต่อได้ทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวพืชชุดแรกแล้ว จึงสามารถปลูกได้หลายครั้งต่อปี
* ประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืช
* ทดแทนการปลูกพืชในดินที่มีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินกรด ดินด่าง ดินที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกพืช เช่น ดินลูกรัง ดินที่มีน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง
* เหมาะสำหรับปลูกในสถานที่ที่มีพื้นผิวดินสำหรับปลูกพืชน้อย เช่น ระเบียงบ้าน หรือ คอนโดมีเนียม
* ปลูกได้ตลอดปี ไม่ต้องรอฤดูกาล สามารถเลือกปลูกพืชในช่วงที่มีราคาแพง ทำให้ผลผลิตได้ราคาดีขึ้น
* ใช้แรงงานในการดูแลน้อย

ข้อจำกัด คือ ลงทุนสูงในระยะแรก และต้องมีปัจจัยในการปลูกพืชในระบบนี้ คือ ไฟฟ้า น้ำ และธาตุอาหารที่พืชต้องการในรูปของสารเคมีอย่างไรก็ตาม การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์ ในปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากสำหรับปลูกผักอนามัย และวิธีการปลูก วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ก็มีการพัฒนาให้สะดวกและทันสมัยมากขึ้น ตลาดของผักอนามัยในปัจจุบัน เริ่มมีผู้หันมานิยมบริโภคมากขึ้น การวางจำหน่ายผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพนิคส์ ปัจจุบันจะบรรจุถุงทั้งต้น โดยไม่ตัดรากและบางรายภาชนะปลูกที่ใช้พยุงต้นซึ่งเป็นกระถางพลาสติกโปร่ง ขนาดเล็กๆ ยังมีติดที่โคนต้นเป็นการยืนยันว่าเป็นผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพนิคส์จริง ๆ ปราศจากสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงแน่นอน

ไร้ดินแบบแอโรโพนิคส์

การปลูกพืชในระบบแอโรโพนิคส์ (aeroponics) คล้าย ๆ กับไฮโดรโพนิคส์ แต่แทนที่รากพืชจะแช่อยู่ในน้ำยาซึ่งเป็นสารละลายธาตุอาหารพืช ก็ใช้วิธีการฉีดพ่นสารละลายธาตุอาหารพืชให้แก่พืชทางรากเป็นระยะ ๆ ตลอด 24 ชั่วโมงแทน วิธีการนี้พืชได้อาหารครบถ้วนและพอเพียง แต่การปลูกด้วยระบบแอโรโพนิคส์ ต้องใช้ระบบควบคุมการฉีดพ่นธาตุอาหารแบบอัตโนมัติ เช่น ฉีดพ่นทุก ๆ 1 นาที ระยะเวลาฉีดพ่น 1 นาที หยุด 1 นาที เป็นต้น วิธีการนี้ใช้นน้ำน้อยมาก การปลูกพืชในระบบแอโรโพนิคส์นี้ ความชื้นจากการฉีดพ่นสารละลายธาตุอาหารจะไปกระตุ้นให้รากพืชเจริญเติบโต อย่างสมบูรณ์ภายใน 10 วัน และต้นพืชโดยเฉพาะพืชผักสามารถเจริญเติบโตเก็บเกี่ยวได้ภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน ใน www.biocontrols.com ระบุว่า การปลูกพืชในระบบแอโรโพนิคส์นี้ มีประโยชน์และข้อดีหลายประการคือ

 

* ไม่มีโรคและแมลงศัตรูพืช
          * ไม่ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
* ประหยัดน้ำและสารละลายธาตุอาหารพืช
* พืชโตเร็ว เก็บเกี่ยวได้เร็ว และให้ผลผลิตสูง
* สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูกได้ ทั้งนี้มีตัวเลขยืนยัน ดังนี้

สามารถลดการใช้น้ำได้ 98%
                    สามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมี ได้ 95%
สามารถลดปริมาณสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ 99%
                    สามารถเพิ่มผลผลิตในแต่ละรอบการเพาะปลูกได้ 45%
                    ได้ผลผลิตที่สะอาด

Posted กุมภาพันธ์ 23, 2012 by n20024 in Uncategorized

การปลูกผักปลอดสารพิษ   Leave a comment

การปลูกผักสลัดปลอดสารพิษ  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ
ผักปลอดสารพิษที่อำเภอวังน้ำเขียว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และได้เปรียบคู่แข่งทางภาคเหนือหลายประการ เช่น ในช่วงฤดูฝน ได้เปรียบในด้านพื้นที่เพราะภาคเหนือพื้นที่เป็นภูเขาสูง และทางซับซ้อน เมื่อฝนตกทำให้ถนนลื่น จึงทำให้มีปัญหาในการขนส่ง บางครั้งขนส่งผักลงจากดอยไม่ได้ ส่วนที่อำเภอวังน้ำเขียวมีการคมนาคมที่สะดวก สามารถขนส่งได้เร็วกว่าและไม่มีปัญหาในการข่นส่ง อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งตลาดที่สำคัญ ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผักถึงมือผู้บริโภคแบบสดๆ และสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 อาทิตย์ และรสชาติยังไม่เปลี่ยนอีกด้วย
แต่ในการปลูกผักในหน้าหนาวผักมีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งมีผลต่อการจำหน่ายเนื่องจากลูกค้าปฏิเสธผักที่มีน้ำหนักมากเกินไป จึงต้องมีการตัดบางส่วนทิ้งไปเพื่อให้ได้น้ำหนักที่เหมาะสม แต่ในการปลูกผักหน้าหนาวสามารถปลูกระยะชิดเพื่อให้ผักมีขนาดเล็กลง จะได้น้ำหนักที่เหมาะสมตามที่ตลาดต้องการ
ปัจจุบันนี้รัฐบาลได้ส่งเสริมการผลิตผักปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกมากขึ้น และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากได้ตระหนักถึงปัญหาสารตกค้างในพืชผัก จึงหันมาบริโภคผักปลอดสารพิษมากขึ้น

 1. พื้นที่

- พื้นที่อำเภอ วังน้ำเขียว เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นลอนลูกฟูก อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีศักยภาพเหมาะอย่างยิ่งในการทำเกษตรกรรมเมืองหนาว
– มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม
– มีการคมนาคมที่สะดวก ซึ่งพื้นที่อยู่ใกล้แหล่งตลาดที่สำคัญคือกรุงเทพฯ จึงทำให้สามารถจำหน่ายผลผลิตไปได้ทั่วทุกภาค และสะดวกรวดเร็ว

 2. พันธุ์ผักสลัดที่ใช้ปลูก  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

พันธุ์ผักสลัดที่ใช้ปลูกมี 6 สายพันธุ์ ได้แก่ กรีนโอ๊ค, เรดโอ๊ค, เรดลีฟ, บัตเตอร์เฮด, คอส และ สลัดแก้ว ซึ่งทั้ง 6 สายพันธุ์นี้มีการปรับตัวในพื้นที่ดีมาก และ พันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีที่สุดคือ สลัดแก้ว พันธุ์ที่เลือกนี้ตรงกับตามความต้องการของตลาด พันธุ์ที่ตลาดต้องการมากที่สุดได้แก่พันธุ์สลัดแก้ว และ คอส โดยจะทำการสั่งเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม มาจากอเมริกา กิโลกรัมละ 40,000 บาท มีประมาณ 300,000 เมล็ด ในการสั่งแต่ละครั้งเกษตรกรจะรวมกลุ่มกัน และสั่งโดยตรงจากบริษัทเมล็ดพันธุ์

 3. การเตรียมวัสดุเพาะ  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

- วัสดุเพาะกล้า ประกอบไปด้วย แกลบเผา 3 ส่วน ดิน 1 ส่วน ปุ๋ยหมัก(โบกาฉิ) 1 ส่วน
– และกระบะเพาะกล้าผัก ขนาด 6×17 ช่องจะเพาะได้ประมาณ 108 ต้น หรือกระบะโฟมจะเพาะได้ 90 ต้น
– เมล็ดพันธุ์ผักที่เพาะได้มีความงอกประมาณ 80 %

 4. วิธีการเพาะกล้าผัก  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

1. นำวัสดุเพาะมาผสมกัน และนำใส่กระบะเพาะ
2. ใช้ไม้จิ้มกลางหลุมของวัสดุเพาะนำเมล็ดผักหยอดลงในหลุมกระบะ เพาะหลุมละ 1 เมล็ดแล้วกลบด้วยวัสดุเพาะบางๆ
3. นำกระบะเพาะวางไว้ในร่มรำไร หรือในโรงเรือนแล้วรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 2 ครั้ง เวลา 7.00 – 8.00 น. และ 15.00 -16.00 น.
4. เมล็ดผักจะงอกหลังหยอดเมล็ด 3-5 วัน หลังจากผักมีใบ 3-5 ใบ หรือ มีอายุประมาณ 20 วัน ให้ย้ายกล้าปลูกลงในแปลง

  5. การเตรียมแปลงปลูก  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

- ตรวจสภาพของดินวัดความเป็นกรด – ด่างของดิน ซึ่งระดับที่เหมาะสมคือ 6 – 6.5
– ไถดะปรับพื้นที่ให้เรียบและโปร่ง จากนั้นให้ไถซ้ำอีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้ดินละเอียดขึ้น
– ตากดินไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดโรคพืชและแมลง
– ขุด,ถอน,และกำจัดพืชที่ไม่ต้องการออก
– หว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน 100 – 200 กก./ไร่
– ยกแปลงขนาด 1.20 x 40 เมตร ยกร่องสูง 50 เซนติเมตร
– หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1-2 ตัน/ไร่เพื่อเพื่อความร่วนซุยและไถพรวนอีกครั้งหนึ่ง
– ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการปลูกผัก อัตรา 50 กก./ไร่
– คลุมด้วยฟางข้าวแห้งเพื่อรักษาความชื้น 1 แปลงใช้ประมาณ 3 ก้อน
– พื้นที่ 1 ไร่ ทำแปลงขนาด 1.2 x 40 เมตร ได้ 20 – 25 แปลง

  6. วิธีการย้ายกล้าปลูก  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

1. รดน้ำแปลงผักที่เตรียมไว้แล้วให้ชุ่ม
2. ย้ายกล้าผักจากกระบะลงในแปลงแต่ยังไม่ต้องรดน้ำเพื่อไม่ให้ดินอัดแน่นเกินไป เพราะอาจจะทำให้รากขาดอากาศหายใจ
3. รดน้ำแปลงผักให้ชุ่มอีกครั้งในตอนเช้า เพื่อไม่ให้ดินอัดแน่นที่ต้นกล้า
4. ระยะปลูกผัก 3 – 4 ต้น แล้วแต่ความกว้างของหน้าแปลง ถ้าหน้าแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร จะใช้ระยะปลูก 3 ต้น
5. ควรทำการย้ายกล้าผักในตอนเย็น เพื่อให้ผักพักตัวช่วงกลางคืน และฟื้นตัวเร็วขึ้น
6. ใน 1 ปีสามารถปลูกผักได้ 2-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด แต่ไม่ควรปลูกในมากกว่านี้เพราะจะทำให้ดินเสื่อมเร็ว และ ควรมีการพักแปลงอย่างน้อย 1 รุ่น เพื่อให้ดินฟื้นตัว ตัดวงจรศัตรูพืชในดินและปลูกปุ๋ยพืชสด เช่นโสน

 7. การดูแลรักษา  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

1. การให้น้ำ
ไม่แนะนำให้ใช้ระบบฝนเทียมแต่จะใช้แรงงานคนเดินฉีดสายยางตามแปลงเพราะน้ำจากสายยางจะสามารถชะล้างไข่ของแมลงศัตรูพืชที่ติดอยู่ที่ใบลงดินได้ จากนั้นจุลินทรีย์ในดินก็ย่อยกินไข่แมลงศัตรูพืชเหล่านี้
นอกจากนี้ผู้ปลูกจะได้ถือโอกาสตรวจแปลงไปในตัวหากมีความผิดปกติก็จะพบเห็นทันที
– หน้าหนาวรดน้ำวันละ 1ครั้ง เวลา 6.00 – 7.00 น. ก่อนแดดออก เพราะจะช่วยชะล้างน้ำค้างตอนเช้า ซึ่งน้ำค้างมีฤทธิ์เป็นกรดสามารถทำให้เกิดโรคราน้ำค้างได้ จะเน้นในช่วงหน้าหนาวและหน้ามรสุม
– หน้าร้อนรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ถ้าอากาศร้อนมาก ให้รดน้ำตอนบ่าย เวลาประมาณ 14.00 น. เพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในแปลง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อต้นพืช
– หน้าฝนถ้าฝนตกก็ไม่ต้องรดน้ำ ถ้าฝนตกมากเกินไปจะทำให้ดินแน่นพืชจะขาดอากาศหายใจ จะต้องใช้ตะขอคุ้ยดินรอบต้นเพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ
2. การใส่ปุ๋ย
– ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังจากปลูก 1 อาทิตย์ และอีก 2 อาทิตย์ใส่อีกครั้งหนึ่ง
– ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2ครั้ง ครั้งแรกหลังจากปลูก 1 อาทิตย์ และอีก 2 อาทิตย์ใส่อีกครั้งหนึ่ง
– ใช้ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยน้ำอินทรีย์ อัตรา 30-50 ซีซี.(3-5 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน ตั้งแต่เริ่มปลูก (ฉีดช่วงเช้าจะดีที่สุด)

 8. โรคและแมลง

- โดยส่วนใหญ่แล้วการเสียหายจากโรคและแมลงทำลายไม่เกิน 10 % จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการผลิตผักปลอดสารพิษ
– เมื่อพบโรคและแมลงจะใช้แรงงานคนกำจัด โดยเด็ดใบหรือถอนต้นทิ้ง เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด

 9. อายุการเก็บเกี่ยว และ การเก็บเกี่ยว  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

- เรดโอ๊ค อายุเก็บเกี่ยว 45-50 วัน
– สลัดแก้ว อายุเก็บเกี่ยว 70 วัน
– เรดลีฟ อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน
– บัตเตอร์เฮด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน
– คอส อายุเก็บเกี่ยว 55 วัน
– กรีนโอ๊ค อายุเก็บเกี่ยว 40 วัน
การเก็บเกี่ยว ใช้มีดตัดโคนต้นของผักตัดใบแก่ออกแล้ววางใส่ตะกร้า ระวังอย่าให้ผักช้ำ
- เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ควรพักแปลงทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน และ ทำการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์พร้อมที่จะปลูกผักในครั้งต่อไป

 10. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว  ภาพประกอบ คลิ๊กดูภาพประกอบ

- ล้างทำความสะอาดผัก
– ตัดแต่งส่วนที่เน่าเสีย หรือผิดปกติออก แล้วทาปูนแดงที่รอยตัด เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลาย
– คัดขนาดคุณภาพของผัก ทำการบรรจุในถุงพลาสติก หรือตะกร้า เพื่อการขนส่ง
– รถที่ใช้รถขนส่งเป็นรถของเกษตรกร เป็นรถห้องเย็นเพื่อป้องกันความเสียหายของผัก และให้ผักสดอยู่ตลอด และการข่นส่ง 1 เที่ยว สามารถบรรจุได้ 500 – 600 กก. จะส่งทุกสัปดาห์ในวันพฤหัส และอาทิตย์
– ผักสดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 2 สัปดาห์

 11. ราคา ขนาด และ ตลาด

- ทุกตลาดราคาขาย อยู่ที่ กก.ละ 30 – 50 บาทแล้วแต่ฤดูกาล
– ผักที่มีขนาดใหญ่จะส่งขายให้กับโรงแรมเป็นส่วนใหญ่
– ผักที่มีขนาดเล็กจะส่งขายให้กับตลาดทั่วๆไป
ตลาด ในปัจจุบัน

  • - ตลาดกลางเสรีเซ็นเตอร์,ซีคอนสแคว์,ตลาด อตก. 300 กก./สัปดาห์
  • - บริษัท GM ตัวแทนโรงแรม จ.ภูเก็ต 300 กก./สัปดาห์
  • - โรงแรมแชงกีรา,โอเรียลเต็ล,คิงสวีท 500 กก./สัปดาห์
  • - โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 50 กก./สัปดาห์
  • - ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขา บางแค,งามวงศ์วาน,บางกะปิ,และ ดิ เอ็มโพเรียม 400 กก./สัปดาห์
  • - บริษัทดีทแฮม, การท่าเรือ, โรงงานยาสูบ, ตลาดสีลม 100 กก./สัปดาห์

 

 12. ต้นทุนการผลิต ผลผลิต และ กำไร

ข้อมูลการผลิตผักสลัดปลอดสารพิษโดยเฉลี่ยมี
ต้นทุนรวมค่าขนส่ง กิโลกรัมละ 12 บาท ราคาขายกิโลกรัมละ 35 บาท กำไร 23 บาทต่อกิโลกรัม
ใน 1 ตารางเมตร ผลิตได้ 12 ต้น ต้นละ 200 กรัม หรือรวม 2.4 กิโลกรัม
พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 25 แปลง ขนาด 1.2 x 40 เมตร หรือ 1,200 ตารางเมตร
ปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง รวมผลผลิต 8,640 กิโลกรัมต่อปี รายได้ 302,400 บาท กำไร 198,720 บาท ต่อ ปี ต่อ ไร่

  13. ราคาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่สำคัญ

- รถไถเล็ก 1 คัน 50,000 บาท
– เครื่องปั๊มน้ำ 1 เครื่อง 40,000 บาท
– ตะกร้าพลาสติก ใบละ 170 บาท
– ถาดเพาะ ขนาด 17×6 ใบละ 35 บาท
– ปุ๋ยคอก 4 กระสอบราคา 60 บาท
– ปุ๋ยหมัก(โบกาฉิ) กระสอบละ 45 บาท
– ฟางข้าวแห้งก้อนละ 45 บาท
– ปุ๋ย สูตร 46 – 0 – 0 ถุงละ 50 กก. ราคา 650 บาท
– ปุ๋ย สูตร 15 – 15 – 15 ถุงละ 50 กก. ราคา 550 บาท

Posted กุมภาพันธ์ 23, 2012 by n20024 in Uncategorized

การปลูกผักให้ได้ราคา   Leave a comment

เทคนิคการปลูกผักสวนครัวชนิดต่าง ๆ

การปลูกผักแต่ละชนิดนั้น ผู้ปลูกจำเป็นต้องเข้าใจถึงลักษณะ การเจริญเติบโตของผัก ชนิดต่างๆ ก่อนเพื่อให้การปลูก และการดูแลรักษา พืชผักให้เหมาะสม กับชนิดของผัก เทคนิคการปลูกผักสวนครัว จึงควรทราบ ดังนี้

1. ตระกูลแตงและตระกูลถั่ว ได้แก่ แตงกวา แตงโม แตงโม ฟักทอง บวบ น้ำเต้า มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วแขก และถั่วอื่น ๆ

- ผักต่าง ๆ เหล่านี้มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่ งอกเร็ว เช่นผักประเภทเลื้อยถ้าจะปลูกให้ได้ผลดีและดูแลรักษาง่ายควรทำค้าง

- วิธีการปลูก หยอดเมล็ดโดยหยอดในแปลงปลูก หรือภาชนะปลูกหลุมละ 3 – 5 เมล็ด

- เมื่อเมล็ดงอกมีใบจริง 3 – 5 ใบ หลังจากนั้นถอนแยกให้เหลือเฉพาะต้นที่แข็งแรง หลุมละ 2 ต้น

- ใส่ปุ๋ยยูเรียหลังเมล็ดงอก 2 อาทิตย์ เมื่อเริ่มออกดอกใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12

- ให้นำสม่ำเสมอ คอยดูแลกำจัดวัชพืช และแมลงต่าง ๆ

- เริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 40 – 60 วัน หลังหยอดเมล็ด

2. ตระกูลกะหล่ำและผักกาด ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหัว กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และบร๊อกโคลี

- ผักตระกูลนี้มีเมล็ดค่อนข้างเล็ก บางชนิดมีราคาแพงมาก เพราะส่วนใหญ่ต้องสั่งเมล็ดมาจากต่างประเทศ

- วิธีปลูก หยอดเมล็ดเป็นหลุม ๆ ละ 3-5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ 20 เซนติเมตร หรือโรยเมล็ดบาง ๆ เป็นแถวห่างกันแถวละ 20 เซนติเมตร หลังหยอดเมล็ดหรือโรยเมล็ด 10 วัน หรือเมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ตัน หรือหากโรยเมล็ดเป็นแถวให้ถอนอีก ระวังระยะต้นไม่ให้ชิดกันเกินไป

- ใส่ปุ๋ยยูเรียหลังจากถอนแยกหรือทำระยะปลูกแล้ว

- หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรก 10 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียครั้งที่สอง

- อายุเก็บเกี่ยวผักแต่ละชนิดแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น คะน้า กวางตุ้งเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 30-45 วัน ผักกาดหัว 45-55 วัน ผักกาดขาวปลี เขียวปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-60 วัน หลังหยอดเมล็ด

- เมื่อเก็บเกี่ยวไม่ควรถอนผักทั้งต้นเก็บผักให้เหลือใบทิ้งไว้กับต้น 2-3 ใบ ต้นและใบที่เหลือจะสามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้อีก 2-3 ครั้ง

- ข้อควรระยัง ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ผักตระกูลนี้มักมีปัญหาโรคและแมลงค่อนข้างมาก ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด

3. ตระกูลพริก-มะเขือ ได้แก่ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือพวง มะเขือเทศ

- ผักตระกูลนี้ควรมีการเพาะกล้าก่อนย้ายปลูกในแปลง

- การเพาะกล้า เตรียมดินในกะบะเพราะหรือในถุงพลาสติก

- หยอดเมล็ดในถุงเพาะ ถุงละ 3 – 5 เมล็ด ถ้าเพาะในกะบะเพาะ ควรเว้นระยะระหว่างต้น 5 เซนติเมตร ระหว่างแถว 10 เซนติเมตร

- เมื่อเมล็ดงอกแล้วมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกเหลือต้นกล้าแข็งแรงสมบูรณ์ไว้ 2 ต้น

- เมื่อกล้ามีใบจริง 5-6 ใบ หรือหลังเพาะกล้าประมาณ 30 วัน ย้ายกล้าลงแปลงปลูก

- เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้ หรือเริ่มเจริญเติบโต ใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 ครั้ง

- เมื่อต้นเริ่มออกดอกใช้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 12-24-12

- อายุเก็บเกี่ยว มะเขือเทศประมาณ 50-60 วัน หลังย้ายกล้า และพริก มะเขือ ประมาณ 60-75 วัน หลังย้ายกล้า

4. ตระกูลผักชีและตระกูลผักบุ้ง ได้แก่ ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักบุ้ง

- ควรนำเมล็ดแช่น้ำก่อนปลูก ถ้าเมล็ดลอยให้ทิ้งไปและนำเมล็ดที่จมน้ำมาเพาะ

- หว่านเมล็ดในแปลง โดยจัดแถวให้ระยะห่างกัน 15-20 เวนติเมตร กลบดินทับบาง ๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร สำหรับขึ้นฉ่าย

- ผักบุ้งจะงอกใน 3 วัน ผักชีประมาณ 4-8 วัน และขึ้นฉ่าย 4-7 วัน

- เมื่อกล้างอกมีใบจริง ถอนแยกและพรวนดินให้โปร่งเสมอจนเก็บเกี่ยว

- ผักบุ้งจีนเก็บเกี่ยวได้ภายใน 15-20 วัน ผักชี 45-60 วัน และขึ้นฉ่าย 60-70 วัน

- สำหรับผักชีและขึ้นฉ่าย ไม่ชอบแสงแดดจัด อาจปลูกในที่ ๆ มีร่มเงาได้ แต่สำหรับผักบุ้งจีน ต้องการแสงแดดตลอดวัน

5. ตระกูลโหระพา กะเพรา แมงลัก และตระกูลผักชีฝรั่ง ได้แก่ โหระพา กะเพรา แมงลักและผักชีฝรั่ง

- เตรียมดินให้ละเอียด หว่านเมล็ดให้ทั่วแปลง ใช้ฟางกลบ หรือ ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดี แล้วโรยทับบาง ๆ รดน้ำตามทันทีด้วยบัวรดน้ำตาถี่

- เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้าภายใน 7 วัน

- เมื่อกล้าอายุ 1 เดือน ถอนแยกจัดระยะต้นให้โปร่ง หรือใช้ระยะระหว่างต้น ประมาณ 20-30 เซนติเมตร

- โหระพา กะเพรา แมงลัก เก็บเกี่ยวได้หลังหยอดเมล็ด 45-50 วัน ผักชีฝรั่ง เก็บเกี่ยวได้หลังหยอดเมล็ด 60 วัน

- สำหรับโหระพา กะเพรา และแมงลัก ในระหว่างการเจริญเติบโตให้หมั่นเด็ดดอกทิ้งเพื่อให้ลำต้นและใบเจริญเติบโตได้เต็มที่

- ผักชีฝรั่ง ตัดใบไปรับประทาน เหลือลำต้นทิ้งไว้จะสามารถเจริญเติบโตได้อีก

Posted กุมภาพันธ์ 23, 2012 by n20024 in Uncategorized

การเก็บเกี่ยวผลผลิตผัก   Leave a comment

     1. การเก็บเกี่ยวผลผลิต
พืชผักสวนครัวแต่ละชนิดจะมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการนำ
ผลผลิตของพืชผักสวนครัวมาใช้ประโยชน์
              พืชผักสวนครัวที่นิยมนำผลผลิตมาใช้ในขณะที่ยังมีอายุน้อยหรืออ่อนอยู่ ส่วนใหญ่
จะเป็นพืชผักสวนครัวที่ใช้ประโยชน์จากลำต้นและใบ เช่น คะน้า ผักบุ้ง มะระ มะเขือ แตงกวา
ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง
              พืชผักสวนครัวที่นิยมนำผลผลิตมาใช้เมื่อมีอายุที่เจริญเติบโตเต็มที่แต่ยังไม่สุก
หรือเริ่มเปลี่ยนสีเล็กน้อย เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ กะหล่ำดอก หอมหัวใหญ่ พริก
              การเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชผักสวนครัวควรจะเก็บเกี่ยวในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเท่านั้น
เพราะถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวจะทำให้พืชผักสวนครัวเหี่ยวเฉา เนื่องจาก
การสูญเสียน้ำซึ่งจะส่งผลให้พืชผักสวนครัวมีน้ำหนักลดลง และคุณภาพไม่ดี
          2. การตัดแต่งผลผลิต
พืชผักสวนครัวหลังจากเก็บเกี่ยวมักจะมีส่วนที่
ไม่ต้องการติดมาด้วย ผู้ปลูกควรตัดแต่งส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง
เช่น ใบแก่ ใบที่เน่าเปื่อย เพื่อให้ผลผลิตดูสวยงาม
น่ารับประทาน
           3. การทำความสะอาดด้วยน้ำ
เนื่องจากพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้บริเวณบ้าน
เพื่อรับประทาน ผู้ปลูกมักจะใช้สารเคมีในการจำกัดศัตรูพืช
จึงไม่มีสารพิษตกค้าง การทำความสะอาดพืชผักสวนครัว
เหล่านี้สามารถทำได้โดยการแช่ไว้ในน้ำนานประมาณ
5 – 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง หรือล้างด้วย
น้ำประปาที่กำลังไหลนาน 2 นาที
           4. การคัดเลือกและคัดขนาดผลผลิต
ในกรณีที่พืชผักสวนครัวที่ปลูกมีจำนวนมากเกิน
ความต้องการบริโภคภายในครอบครัวผู้ปลูกสามารถที่จะ
นำผลผลิตเหล่านั้นไปจำหน่ายได้ ซึ่งในการจำหน่ายจะต้อง
มีการคัดเลือกและคัดขนาดของผลผลิต ซึ่งสามารถใช้วิธีการ
สังเกตหรือใช้อุปกรณ์ชั่งน้ำหนัก เพื่อให้ขนาดและลักษณะ
ของผลผลิตในแต่ละกลุ่มใกล้เคียงกันมากที่สุด การคัดขนาด
จะส่งผลให้ผู้ปลูกได้ราคาดี

Posted กุมภาพันธ์ 23, 2012 by n20024 in Uncategorized

การใส่ปุ๋ยผัก   Leave a comment

1. การให้น้ำพืชผักสวนครัว

          น้ำ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผักมาก เนื่องจากพืชผักเป็นพืชที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่สูง พืชผักต้องการน้ำตลอดฤดูกาลเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบของพืชผักถึงร้อยละ 80 หรือมากกว่า และยังมีหน้าที่สำคัญต่อขบวนการต่างๆภายในพืช เช่น กระบวนการสังเคราะห์แสง นอกจากนี้น้ำ ยังเป็นตัวทำละลายธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่พืชผักต้องการ ช่วยลำเลียงธาตุอาหารที่รากได้มาจากดินสู่ใบและช่วยลำเลียงสารอาหารที่เป็นผลมาจากการสังเคราะห์แสง จากใบไปสู่ส่วนต่างๆของพืช ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532: 142)

    2. หลักการให้น้ำแก่พืชผัก

          2.1 อย่าให้น้ำแบบบ่อยๆทีละน้อย แต่ควรให้มากเต็มที่จนน้ำซึมทั่วตลอดหน้าตัดของดินถึง 8 – 12 นิ้ว ในแต่ละครั้งที่ให้ และไม่บ่อยครั้งนัก

          2.2 ให้น้ำให้เพียงพอตามที่พืชต้องการ ในระยะการเจริญเติบโตแต่ละช่วง

          2.3 หลีกเลี่ยงการให้น้ำในตอนเย็น เพราะจะทำให้ใบยังคงเปียกในเวลากลางคืน ทำให้เชื้อราระบาดทำลายได้ง่าย ถ้าเป็นไปได้ควรให้น้ำในตอนเช้า

          2.4 พยายามลดการระเหยของน้ำโดยการคลุมผิวหน้าดิน

          2.5 การให้น้ำกับพืชกินรากต่างๆ ภายหลังที่พืชนั้นกระทบแล้งพึงระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะสามารถทำให้รากขยายตัวทันทีและแตก ผลผลิตเสียหายได้

          2.6 การให้น้ำมากเกินไปในบางครั้งทำให้ผลผลิตลดลงเนื่องจากอาจทำให้ การเจริญเติบโตทางใบ กิ่งก้านมากขึ้นโดยไม่สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532: 152)

    3. วิธีการให้น้ำพืชผัก

         3.1 การให้น้ำแบบฉีดฝอย เป็นการฉีดน้ำจากหัวฉีดขึ้นไปบนอากาศแล้วให้ เม็ดน้ำตกลงมาบนพื้นที่ปลูก การให้น้ำแบบนี้สามารถใช้ได้กับพืชผักและดินทุกชนิด แต่ค่าลงทุนสูงมาก จึงมักเลือกใช้วิธีนี้เมื่อวิธีอื่นๆไม่สามารถจะใช้ได้ (สมภพ ฐิตะวสันต์. 2537 : 105)

         

        3.2 การให้น้ำทางผิวดิน เป็นวิธีการให้น้ำที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ แปลงปลูกที่เรียบหรือค่อนข้างเรียบ กระทำได้โดยให้น้ำขังหรือไหลไปบนผิวดินและ ซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขังหรือไหลผ่าน ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากได้แก่

                    3.2.1 การปล่อยน้ำไปตามร่อง เป็นระบบการนำน้ำเข้าในแปลงปลูกพืชผักโดยนำเข้าไปตามร่องระหว่างแถว หรือตามร่องระหว่างแปลงปลูก แล้วปล่อยให้น้ำซึมขึ้นไปบนแปลง ใช้มากกับแปลงปลูกพืชผักพวก พริก มะเขือเทศ แตงโม ผักกาดหอม และกะหล่ำต่างๆ

                    3.2.2 การปล่อยน้ำท่วมทั้งผืน เป็นระบบการนำน้ำเข้าไปในแปลงปลูก พืชผักโดยให้น้ำท่วมแปลงหมดทั้งผืน ใช้มากในการปลูกพืชผักพวก หอม กระเทียม

         

          3.3 การให้น้ำแบบหยด เป็นวิธีการให้น้ำผิวดินวิธีใหม่ โดยน้ำจะหยดในจุดใด จุดหนึ่ง หรือหลายๆจุดบนผิวดินหรือบริเวณรากพืช โดยทั่วไปการให้น้ำแบบนี้ ควรใช้กับพื้นที่ดินมีเนื้อละเอียดจนถึงค่อนข้างหยาบและมีการไหลซึมทางด้านข้างดี เพราะการให้น้ำแบบนี้จะมีพื้นที่การให้น้ำแคบ ถ้าดินโปร่งมากจะทำให้น้ำไหลซึมลงไปในดินมากกว่าที่จะไหลซึมไปหารากพืชทางด้านข้าง ทำให้ความชื้นในดินแผ่กระจายไม่ทั่วถึงบริเวณราก

          3.4 การให้น้ำทางใต้ผิวดิน เป็นการให้น้ำแก่พืชโดยยกระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้นมาพอที่จะไหลซึมขึ้นมาสู่ระดับบริเวณรากได้ ซึ่งสามารถกระทำได้ 2 แบบคือ โดยการให้น้ำในคู และโดยการให้น้ำไหลเข้าไปในท่อซึ่งฝังไว้ใต้ดิน

          3.5 การให้น้ำแบบใช้เรือติดเครื่องพ่นน้ำ เป็นการให้น้ำแปลงพืชผักโดยดึงน้ำจากท้องร่อง นิยมใช้มากในแปลงปลูกบริเวณท้องที่ภาคกลางเพราะเป็นเขตที่ลุ่ม แปลงปลูกเป็นแปลงยกร่องและมีร่องน้ำ โดยแปลงกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 – 2.00 เมตร ลึกประมาณ 1 – 1.5 เมตร

          3.6 การให้น้ำแบบใช้แครงสาดและกระบวยน้ำเดินรด ใช้กับสวนผักขนาดเล็ก เช่นสวนครัว หรือสวนหลังบ้าน(สมภพ ฐิตะวสันต์. 2537 : 107)

 

    4. การใส่ปุ๋ยพืชผักสวนครัว  การให้ปุ๋ยพืชผักมีจุดประสงค์เพื่อให้ทดแทนธาตุอาหารส่วนที่พืชนำมาจากดินขึ้นไปใช้และส่วนที่ถูกชะล้างสูญเสียไปจากดิน รวมทั้งเพื่อรักษาระดับ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532:153 )  การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง เมื่อมีการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชผักแล้วพืชสามารถใช้ประโยชน์จากปุ๋ยนั้นได้มาก และให้ผลผลิตสูง ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้

          4.1 ดินต้องมีความร่วนซุยและมีความชื้นเหมาะสม เพราะดินเป็นตัวทำละลาย ธาตุอาหารให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

          4.2 ควรมีการป้องกันการสูญเสียปุ๋ยหลังจากใส่ลงดิน โดยการพรวนดินกลบปุ๋ยและรดน้ำตาม

          4.3 ปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการนำปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ของ พืชผักอยู่เสมอ เช่น ถ้าดินเป็นกรดต้องใส่ปูนขาว ถ้าดินเป็นด่างต้องใส่กำมะถันผง เพื่อปรับปรุงดินให้มีสภาพเป็นกลาง

          4.4 กำจัดวัชพืชออกจากแปลงปลูกบ้าง เพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยจากพืชที่ปลูก

          4.5 เลือกวิธีการใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับลักษณะการปลูกพืชผัก เช่น ถ้าปลูกโดยวิธี การหว่านก็ควรใส่ปุ๋ยไปพร้อมกับการหว่านเมล็ด ( อรุณี ลิมศิริและปัญญาฉัตร กล่อมชุ่ม.2542: 58)

    5. หลักการให้ปุ๋ยแก่พืชผัก  พืชผักเป็นพืชอายุสั้น มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ดินที่ปลูกจึงควรมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างเพียงพอ ( วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544:18)โดยทั่วไปการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อพืชสูงสุด การใส่ปุ๋ยให้กับพืชผักมีหลักปฏิบัติดังนี้

          5.1 พยายามใส่ปุ๋ยทั้งชนิดและปริมาณ ให้ตรงกับช่วงระยะความต้องการของ พืชผักที่ปลูก ปุ๋ยที่ถูกชะล้างได้ง่ายจากน้ำฝนหรือการให้น้ำแบบพ่นฝอย เช่น ไนโตรเจน ปุ๋ยโพแทสเซียม ควรแบ่งใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นประมาณครึ่งหนึ่งของปุ๋ยทั้งหมด ส่วนที่เหลือให้ใส่เป็นปุ๋ยเสริมหยอดหน้าขณะพืชกำลังเจริญเติบโต

          5.2 ปุ๋ยที่ไม่เคลื่อนย้ายในดินและไม่ถูกชะล้างในดิน เช่น ปุ๋ยฟอสฟอรัส ควรพยายามฝังให้ใกล้รากพืชมากที่สุด เพื่อรากพืชจะได้สามารถนำธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

          5.3 การใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาดินเค็มและดินเป็นกรดจัดได้ (คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชผักดูได้จากตาราง 14.1)

          5.4 ควรให้ปุ๋ยมากขึ้นเมื่อใช้ระยะปลูกชิดขึ้น

          5.5 ควรให้ปุ๋ยมากขึ้น ถ้าสามารถรักษาระดับความชื้นของดินได้เป็นอย่างดี (เมืองทอง ทวนทวี และ สุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ ทวนทวี.2532:154)

          5.6 การใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่หลายครั้ง ดีกว่าใส่ปริมาณมากแต่น้อยครั้ง (วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544: 18) โดยปกติจะใส่ปุ๋ยรองพื้นหรือรองก้นหลุมก่อนปลูกและใส่อีกครั้งทุกๆ 15-20 วัน ซึ่งเรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า

          5.7 ผักกินใบ ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตนเจนสูงหรือใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ชนิดในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น สูตร 21-0-0 หรือ 15-15-15 ผักกินผลและกินราก ควรใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงโดยเฉพาะในช่วงติดดอกออกผล เช่น สูตร13-13-21 แต่ในช่วงที่เจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น 21-0-0 หรือ 15-15-15 (วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544:19)    

 

    6. แบบและวิธีการใส่ปุ๋ย  แบบและวิธีการใส่ปุ๋ยแบ่งออกได้ดังนี้

        6.1 การหว่านกระจายทั่วทั้งแปลง เป็นการใส่ปุ๋ยโดยหว่านปุ๋ยในรูปเม็ดให้ทั่ว ทั้งแปลง อาจกระทำในช่วงเตรียมดินเพื่อใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น หรือใส่ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตเป็นลักษณะปุ๋ยแต่งหน้า แต่การใส่ปุ๋ยในระยะนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะปุ๋ยที่ตกค้างบนส่วนต่างๆของพืชสามารถทำอันตรายแก่พืชได้ และควรให้น้ำตามทันทีหลังการหว่านปุ๋ยแล้วข้อดีของการใส่ปุ๋ยวิธีนี้ คือ สะดวกและง่ายในการปฏิบัติ แต่มีข้อเสียที่ มักเปลืองปุ๋ยและมีบางส่วนที่สูญเสียไปไม่ได้นำมาใช้

         6.2 การใส่แบบเฉพาะจุดหรือเป็นแถบ วิธีนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการ ใส่ปุ๋ย โดยพยายามให้ปุ๋ยอยู่ในตำแหน่งที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและ รวดเร็วลดการสูญเสียปุ๋ยลง แบ่งได้หลายวิธี ดังนี้

                   

                    6.2.1 การใส่ปุ๋ยเป็นแถบหรือจุดในดินบริเวณใต้เมล็ดพันธุ์และต้นกล้า เป็นการ ใส่ปุ๋ยรองพื้นในร่องหรือแปลงปลูก โดยอาจวางเป็นแถบๆหรือจุดๆ เฉพาะตรงที่หยอดเมล็ดพันธ์หรือที่ที่ต้นกล้าขึ้นอยู่ วิธีนี้ช่วยลดอันตรายจากปุ๋ยที่หว่านกระจายและตกอยู่ใกล้เมล็ดพันธุ์หรือต้น กล้ามากเกินไป โดยปกติควรวางปุ๋ยให้ห่างจากเมล็ดพันธุ์หรือรากต้นกล้าอย่างน้อยประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร

                   6.2.2 การใส่ปุ๋ยเป็นแถบหรือจุดในดินข้างแถวต้นกล้า เป็นการใส่ปุ๋ยพวกปุ๋ยเสริมเป็นแถบๆหรือจุดๆในร่องดินตื้นๆตลอดแนวขนานกับแถวปลูกพืช มักวางปุ๋ยในร่องลึกประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร และห่างจากต้นพืชผักประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร

                    6.2.3 การใสปุ๋ยเป็นแถบบนดินรอบๆต้นพืชผัก เป็นการใส่ปุ๋ยพวกเสริม หยอดหน้าที่เรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า โดยโรยเป็นแถบๆบนผิวดินรอบๆต้นพืชผักหรือเฉพาะด้านข้างตลอดแนวขนานกับแถวปลูก มักโรยให้ห่างจากต้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร

         6.3 การให้ปุ๋ยแบบพ่นฝอยทางใบ เป็นการให้ปุ๋ยในรูปสารละลายน้ำฉีดพ่นทางใบเพื่อให้พืชนำไปใช้ได้ทันที เป็นการให้ปุ๋ยเสริมหรือแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารเสริมต่างๆ จะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหากใช้วิธีการนี้ในการให้พวกธาตุอาหารหลัก การให้ปุ๋ยวิธีนี้ต้องระมัดระวังเรื่อง ความเข้มข้นของปุ๋ย ถ้าอัตราเข้มข้นมากเกินไปจะทำให้เกิดใบไหม้ตายได้

          6.4 การใส่ปุ๋ยผสมไปกับระบบน้ำหยด เป็นการให้ปุ๋ยในรูปของสารละลาย โดยให้พร้อมกับน้ำหยด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยได้อย่างมาก เพราะมีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทั้งยังประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการให้ปุ๋ย แต่ต้องระมัดระวัง ต้องใช้ชนิดที่ถูกต้องและอัตราที่พอเหมาะ เพราะอาจไปเพิ่มปัญหาการสะสมของเกลือบริเวณรอบๆต้นพืชผักได้(เมืองทอง ทวนทวี และสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532: 155-157)

Posted กุมภาพันธ์ 23, 2012 by n20024 in Uncategorized

การพรวนดิน   Leave a comment

ผักกาดขาว (Chinese Cabbage)

ผักกาดขาว เป็นผักที่อยู่ในตระกูล Crucifera มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Brassica pekinensis Lour. ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ มีปลูกกันมากในประเทศจีน ตอนใต้ ไต้หวันและประเทศไทย ผักชนิดนี้เป็นที่นิยมของ คนส่วนมากเช่นกัน โดยบริโภคส่วนของใบ ใช้ใบรับประทานสด หรือใช้ประกอบอาหารอื่นๆ

ลักษณะทั่วๆไป
ผักกาดขาวปลีเป็นผักกาดที่มีอายุปีเดียว (Annual) ในประเทศไทยสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ปลูกได้ผลดีที่สุด ในช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ชอบดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรดด่างของดินอยู่ในช่วง 6-6.8 นอกจากนี้ ความชื้นในดินต้องสูงตลอดฤดูปลูก และควรได้รับแสงตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15-22 องศา

การเตรียมดิน
1.แปลงเพาะกล้า ควรไถดินให้ดี ตากไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน หลังจากนั้น ก็คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ที่สลายตัวดีแล้ว ให้มาก พรวนย่อยดินให้ละเอียด โดยเฉพาะผิวหน้าดิน เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กตกในดินลึกเกินไป
เมื่อปลูกโดยใช้วิธีหว่าน
2.แปลงปลูก ผักกาดขาวเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ควรไถลึกประมาณ 15-20 ซ.ม. ตากดินไว้ 7-10 วัน ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก พรวนดินให้ร่วนละเอียด อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การปลูก
1.ปลูกแบบหว่าน  โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั้งแปลงซึ่งการปลูกวิธีนี้เหมาะสำหรับ เมล็ด ที่มีราคาไม่แพง และโดยเฉพาะ ในท้องที่ภาคกลาง ที่ยกแปลงกว้างมีร่องน้ำ การหว่าน ควรหว่านให้เมล็ดกระจาย สม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะผสมพวกทราย ใช้ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมักหว่านทับลงไปหนาประมาณ 0.5-1.0 ซ.ม. เพื่อช่วยรักษาความชื้น เสร็จแล้วคลุมฟางแห้งสะอาดอีกชั้นหนึ่ง รดน้ำด้วยบัวโดยละเอียดให้ทั่วแปลง  หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง 1-2 ใบ เริ่มมีราก ถอนแยกจัดระยะปลูกให้ได้ ระยะ ระหว่างต้น เท่ากับ 50-50 ซ.ม.

2.การปลูกโดยโรยเป็นแถวหรือหยอดเป็นหลุม ให้โรยเมล็ดเป็นแถวบนแปลงปลูก โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 50 ซ.ม.
ลึกลงไปในดินประมาณ 0.5-1.0 ซ.ม. หรือทำเป็นหลุมตื้นๆหยอดเมล็ดลงไป ประมาณ 3-5 เมล็ดกลบดินหนา 0.5 ซ.ม.
เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 2 ใบ ให้เริ่มถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น  และถอนแยกครั้งสุดท้ายอายุไม่ควรเกิน 30 วัน

การดูแลรักษา
1.การให้ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดขาวเป็นผักกินใบ ควรให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วน
N:P:K = เป็น 2:1:1 เช่นปุ๋ยสูตร 20-10-10 หรือสูตรใกล้เคียงนี้ในอัตรา
ประมาณ 80-150 กก./ไร่ ทั้งนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดินแต่ละแห่ง
การใส่ให้ใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นปุ๋ยรองพื้น ครึ่งหนึ่งโดยใส่ตอนปลูก
ครั้งที่สองใส่เมื่อผักอายุ 20 วัน โดยโรยข้างต้น หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องพรวนกลบปุ๋ยลงดิน
2.การให้น้ำ ผักกาดขาวปลีต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตตลอดฤดูปลูก
3.การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรทำบ่อยๆในระยะแรกๆจนถึงระยะเริ่มเข้าปลี

การเก็บเกี่ยว
ให้ใช้มีดคมๆตัดที่โคนต้น ตัดแต่งใบที่เป็นโรคหรือแมลงกัดกินออกบ้าง ควรเหลือใบนอกๆ ไว้บ้างเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก ในระหว่างการขนส่ง
– พันธุ์ที่เข้าปลีไม่แน่น อายุที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 40-45 วัน หลังจากหว่านเมล็ดโดยเลือกเก็บเกี่ยวต้นเริ่มแก่เต็มที่ได้ขนาด
– สำหรับพันธุ์ที่เข้าปลียาว หรือปลีกลมแน่น อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-80 วัน  หลังจากหยอดเมล็ด ก็เก็บเกี่ยวได้โดยเก็บ ขณะปลีห่อแน่นเต็มที่ก่อนที่ปลีจะเริ่มคลายตัวหลวมออก

ที่มา: http://www.geocities.com/psplant/cabbage.htm

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.